เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณเลิฟครับ คุณเลิฟเล่าว่า.. เรื่องนี้เกิดขึ้นนานพอสมควรแล้วครับ ตอนนั้นผมตกงาน เป็นช่วงสมัครงานใหม่รอเรียกตัว ถ้าจำไม่ผิดจะตรงกับช่วงสงกรานต์พอดี น้องๆ แถวบ้านก็มาชวนไปเล่นน้ำกันตั้งแต่เช้า เอารถผมไปนี่ล่ะ ตระเวนขับเล่นไปตามถนนในกรุงเทพฯ เล่นจนค่ำ กลับมาต่างคนต่างแยกย้ายกันไปอาบน้ำอาบท่า แล้วมานั่งรวมกลุ่มกันที่บ้านผม นั่งจิบเบียร์ไปเรื่อย คิดโปรแกรมว่าจะไปที่ไหนกันต่อดี? น้องคนหนึ่งเสนอให้ไปเล่นน้ำต่อที่ RCA แต่ผมไม่เอาแล้วครับ เบื่อ โดนน้ำมาทั้งวัน น้องอีกคนเลยเสนอความคิดว่า ‘ไปดูบ้านผีกันไหม? เป็นโรงงานร้างอะไรสักอย่างนี่ล่ะ..’ น้องๆ ที่เหลือก็เอาด้วย เลยตกลงไปกัน ผมทำหน้าที่ขับรถ เอารถคันเดิมผมไปนี่ล่ะ เป็นรถเก๋งเก่าๆ ไปกัน 4 คน

พอไปถึงโรงงานร้างที่ว่าก็จอดรถ แล้วพากันเดินสำรวจข้างในทันที น้องคนที่ชวนมาก็เล่าประวัติความเป็นมา ว่าทำไมโรงงานถึงร้าง.. มีคนตายตรงไหน.. มีคนเคยเจออะไรบ้าง.. พูดไปเรื่อยเพื่อบิ้วท์อารมณ์ น้องๆ 3 คนเดินนำหน้าไป ส่วนผมถือไฟฉายเดินตามหลัง บรรยากาศรอบๆ โรงงานร้าง มีเสียงนกกลางคืน เสียงจิ้งหรีดร้อง เล่นเอาขนลุกอยู่เหมือนกัน.. ในตอนที่เดินผ่านป่าละเมาะก่อนจะเข้าโรงงาน ผมมีความรู้สึกเหมือนมีใครเดินตามหลังผมมาอีกคน พยายามหันไปมอง แต่ก็ไม่มีอะไร เป็นอย่างนั้นอยู่ 2 ครั้งเห็นจะได้ ผมเลยทำเป็นไม่สนใจ เดินตามน้องๆ ไปสำรวจต่อ.. พอขึ้นบันไดไปชั้นบน มันจะกั้นเป็นห้องๆ เหมือนห้องเก็บของอะไรสักอย่างเรียงกัน พอเดินผ่านไป น้องคนที่เดินอยู่หน้าผมก็หยุดเดิน ผมเดินไปทันเลยถามว่า ‘อะไร.. มีอะไร?’ น้องคนนั้นค่อยๆ กระซิบข้างหูผมว่า ‘พี่.. ลองดูตรงมุมห้องห้องข้างๆ ดิ ผมเห็นอะไรขาวๆ อยู่ที่มุมห้อง..’ ผมพยายามมองตามแสงไฟฉายของน้องเข้าไป ก็เห็นจริงๆ ครับ ลักษณะมันเหมือนคนใส่ชุดสีขาว คล้ายชุดคลุมยาวๆ คลุมถึงหัว กำลังหันหน้าเข้าหากำแพง หันหลังมาทางพวกเรา ผมกับน้องหยุดดู อยู่พักหนึ่ง แต่เจ้าสิ่งนั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน ในใจตอนนั้นผมคิดว่า อาจเป็นหุ่นที่ใครก่อนหน้านี้มาทำหลอกพวกเราไว้ หรืออาจจะเป็นคนเร่ร่อนแอบเข้ามาหาของไปขาย ไม่ก็มานอนในนี้.. แต่จะอะไรก็ช่างผมไม่ขอเสี่ยงไปพิสูจน์ เลยบอกน้องว่า ‘ไปเหอะๆ’ ..ผมกับน้องเดินต่อไปจนทัน 2 คนแรกที่หยุดรอพวกเรา ตรงบันไดทางขึ้นอีกชั้น

พอสำรวจจนหมดทุกชั้น ก็ถึงเวลากลับ พวกเราเดินย้อนลงมาทางเดิม ผมกับน้องอีกคนหยุดดูที่ห้องนั้นโดยไม่ต้องนัดกัน ปรากฏว่าเจ้าสิ่งนั้นได้หายไปแล้วครับ! เอาล่ะสิ.. น้องรีบสะกิดผมเหมือนรู้กัน ต่างคนต่างรีบเดินจ้ำๆ ลงมาเลย พอออกจากโรงงานมาก็เจอป่าละเมาะ น้องคนนั้นรีบจ้ำเลย ทำให้พวกที่เหลือรวมถึงผมก็ต้องรีบเหมือนกัน พอมาถึงที่รถ น้องอีก 2 คนก็ถามว่า ‘มึงจะรีบไปไหน หรือว่าเห็นอะไร?’ น้องคนนั้นก็เล่าให้ฟัง ส่วนผมเลยไปสตาร์ทรถเปิดแอร์รออยู่ในรถ เพราะอากาศร้อนมากๆ ปล่อยให้น้องๆ คุยกันไปก่อน.. พอเริ่มนาน ผมเห็นว่าควรกลับได้แล้ว เลยเปิดกระจกตะโกนออกไปว่า ‘มาๆๆ ขึ้นรถเลย จะกลับแล้ว เร็ว!’

ผมไม่รู้เลยว่า คำพูดประโยคนี้ของผมจะนำมาซึ่งความหายนะ..

หลังจากที่ทุกคนขึ้นรถกันครบแล้ว ผมก็ขับออกมาเรื่อยๆ ช่วงนั้นรถไม่ค่อยเยอะ เลยขับอย่างสบายๆ คุยเล่นกันไปตามประสา แวะส่งน้องทีละคนๆ จนครบ แต่ก่อนจะเข้าบ้านผมดันหิวขึ้นมา เลยกะว่าจะแวะร้านข้าวต้มหาไรกินอีกนิดจะได้หลับสบาย ขณะที่ขับรถมาเรื่อยๆ ก็มีรถบางคันบีบแตรใส่ผม ผมก็นึกว่าผมขับช้าเลยหลบให้ แต่รถคันนั้นก็ยังบีบแตรใส่ผมอีก บางคันก็กระพริบไฟสูงใส่รถผม ผมก็งง ก็ขับมาดีแล้วนี่นา พยายามอยู่เลนกลางไปเรื่อยๆ ไม่เร็วไม่ช้า แล้วผมผิดอะไร? มาบีบแตร กระพริบไฟใส่รถผมกัน.. แต่ช่างมันครับ ร้านข้าวต้มอยู่ข้างหน้าแล้ว รีบกินรีบกลับบ้านนอนดีกว่า.. ผมจอดรถหน้าร้าน ล็อครถ เดินไปสั่งกับข้าวแล้วนั่งรอ จิบเบียร์ไปพลางๆ มองคนในร้าน และคนมาใหม่ที่ทยอยเดินเข้ามาเรื่อยๆ ผมก็สังเกตคนที่เดินผ่านรถผม จะมองรถแบบแปลกๆ คือรถผมก็ได้สวย หรือใหม่อะไรเลย ทำไมมองกันจัง? แปลกดี.. พอกินอิ่มเรียบร้อยก็กลับบ้าน ทุกอย่างก็ปกติไม่มีอะไรครับ

หลังจากวันนั้น ผ่านไปอาทิตย์กว่าๆ ตกกลางคืน หมาในหมู่บ้านชอบมารวมตัวกันที่รั้วหน้าบ้านผม แล้วพากันเห่าหอน เป็นแบบนี้ประจำ จนผมเริ่มสงสัยว่ามันไม่น่าจะปกติแล้ว แต่กว่าที่ผมจะคิดทำอะไร น้องที่ทำงานเก่าผมก็มาขอยืมรถผม บอกขอยืมไปงานบวชเพื่อนหน่อย หารถไปไม่ได้ ผมก็ให้ยืมไป.. แล้วในวันนั้นเอง ช่วงเย็นผมก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องที่ยืมรถไปว่า ‘พี่.. รถเกิดอุบัติเหตุชนกับสิบล้อ รถพังหมดเลย แต่ผมไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลแล้ว รอหมอมาเช็คอีกครั้ง..’ ผมตกใจมากเมื่อได้ยินข่าว วันรุ่งขึ้นผมรีบหารถไปเยี่ยมดูอาการน้องทันที

โชคดีที่น้องไม่เป็นอะไรมาก แขนเดาะ เคล็ดไปทั้งตัว ไม่มีอะไรสาหัส ผมเลยถามน้องว่า ‘มันเกิดขึ้นได้ยังไง เมาหรือเปล่า?’ น้องบอกว่า ‘ผมไม่ได้กินเหล้าเลยครับ ..แต่ว่าตอนขับออกจากงานบวชมาตามถนน ผมมองไปที่กระจกหลัง เห็นเป็นคนใส่ผ้าคลุมสีขาว คลุมไปถึงหัวเลย เห็นแต่หน้า ดูเหี่ยวๆ เหมือนคนแก่ น่ากลัวมาก ตอนนั้นคือตกใจสุดขีด แต่พยายามตั้งสติไม่มองกระจกอีก แล้วพอจังหวะรถบรรทุกสวนมาอีกเลน เจ้าสิ่งที่อยู่เบาะหลังมันก็กระโจนพรวดมากระแทกเบาะผมอย่างแรง จนผมหักพวงมาลัยเข้าหารถบรรทุก แล้วจากนั้นผมก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย จนมาฟื้นที่โรงพยาบาลนี่ล่ะ..’ แล้วน้องก็บอกอีกว่า ‘เดี๋ยวผมจะเอารถไปซ่อมให้ดีเหมือนเดิม..’ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรน้องมัน ได้แต่เก็บความสงสัยว่า สิ่งที่น้องเล่า ทำไมมันเหมือนกับที่ผม และน้องอีกคนเห็นในคืนที่ไปสำรวจโรงงานร้างนั่น แล้วเจ้าสิ่งนั้นมันมาอยู่ในรถผมได้ยังไง? ผมพยายามประติดประต่อเรื่องราว แต่ก็คิดไม่ออก จนขี้เกียจหาคำตอบ

เวลาผ่านไป รถผมถูกเอาไปซ่อมในอู่ที่น้องรู้จักกัน สภาพก็หนักเอาการอยู่ แต่ผมไม่ค่อยสนใจ รอน้องมันจัดการให้ หลังจากวันที่เอารถเข้าอู่ 1 สัปดาห์ เจ้าของอู่ก็โทรตามผมกับน้องให้ไปดูรถหน่อย ผมก็ดีใจอะไรมันจะเสร็จไวปานนั้น จะได้มีรถใช้สักที.. พอไปถึงอู่ ผมกับน้องก็งงกันทั้งคู่ เพราะรถคงยังอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ซ่อมอะไรเลย ผมเลยถามช่างว่า ‘เรียกผมมาดูอะไรเหรอ?’ ช่างเจ้าของอู่บอกว่า ‘รถนี่ไปชนคนตายมาหรือเปล่า?’ ผมบอกไม่นะ รถของแม่ให้ผมมาใช้ ไม่เคยมีประวัติอะไรเลย.. ช่างก็เริ่มเล่าให้ฟังว่า ‘เกือบทุกคืน จะต้องมีหมามาเห่าหอนที่หน้าอู่ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยมี ที่สำคัญ เมียช่างเห็นคนใส่ชุดคลุมสีขาวเดินรอบรถ เดินวนไปวนมาตอนดึกๆ ลูกน้องช่างเองก็เคยเห็น..’ พอช่างเล่าถึงตรงนี้ ผมกับน้องมองหน้ากันเลย สิ่งที่ช่างเล่ามันเหมือนกันเป๊ะๆ กับสิ่งที่ผมกับน้องเจอ..

ผมเลยเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่แรกให้ช่างฟัง ช่างบอกว่า ‘อย่าเอาไปใช้เลยถ้าเป็นแบบนี้ แยกขายเป็นซากไปดีกว่า..’ ผมกลับบ้านไปปรึกษาแม่ และเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่ถึงกับตกใจ ดุผมว่า ‘ถ้าไปตามที่ที่ไม่รู้จัก อย่าเอ่ยปากชวนใครขึ้นรถแบบลอยๆ ถ้าจะเรียกเพื่อนขึ้นรถก็ให้เรียกชื่อเลย เรียกทั้งชื่อ-นามสกุลได้ยิ่งดี ไม่อย่างนั้นพวกผีเร่ร่อน หรือวิญญาณที่อยู่แถวนั้นจะนึกว่าไปเรียกมันขึ้นรถ มันจะติดตามขึ้นมาแล้วสร้างความเดือดร้อน หาตัวตายตัวแทนมันไป โบราณเค้าถือ..’ ผมเลยเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่น้อง และช่างเห็น คงเป็นวิญญาณตนนั้นที่ตามมาจากโรงงานร้างนั่น ตอนที่ผมเรียกน้องๆ ขึ้นรถ.. จากนั้นแม่เลยบอกว่าให้ขายรถทิ้งเลย อย่าเอามาใช้อีก เพราะไม่น่าไว้ใจ ผมเลยตกลงขายเป็นซากทิ้ง แล้วน้องที่ยืมรถผม เขาก็รับผิดชอบหาเงินมาจัดการในส่วนต่างๆ ให้ผมไป.. หลังจากวันนั้น เวลาผมจะเรียกเพื่อนหรือใครขึ้นรถ ผมจะเรียกเจาะจงชื่อไปเลย ไม่กล้าเรียกลอยๆ อีกแล้ว เข็ดไปอีกนานเลยครับ

Story by คุณเลิฟ

COMMENTS