เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณเลิฟครับ คุณเลิฟเล่าว่า.. เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจากพี่เลี้ยงของผม นานมาแล้วครับ สมัยเด็กๆ ผมจะมีพี่เลี้ยงหลายคน แต่คนนึงที่ผมชอบที่สุดคือ พี่ติ๋ม ครับ แกจะไม่เหมือนคนอื่น พี่ติ๋มชอบเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง ที่ชอบที่สุดคือเรื่องผี มีอยู่เรื่องนึงที่ผมคิดว่ามันแปลก และน่ากลัวดีทีเดียว มาเริ่มกันเลย..

พี่ติ๋มเล่าว่า สมัยแกเป็นเด็กๆ อายุ 13-14  ปีได้ แกอยู่บ้านนอกกับพ่อแม่ มีอาชีพทำนา พอหมดหน้านาก็จะไม่ค่อยมีอะไรทำกัน พวกเด็กๆ ก็มักจับกลุ่มกันเล่นตามท้องไร่ท้องนากันอย่างสนุกสนาน จนมีวันนึง ที่วัดใกล้ๆ หมู่บ้านที่พี่ติ๋มอยู่ เค้ามีงาน 7 วัน 7 คืน มีหนังขายยามาฉายด้วย มีลิเก มีเครื่องเล่น ต่างๆ มากมาย และที่ขาดไม่ได้ตามงานวัดสมัยก่อนนั่นก็คือ ‘บ้านผีสิง’ พวกเด็กๆ ก็ขอพ่อแม่ไปเที่ยวกัน โดยมีพี่คนโตซึ่งเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้วคอยดูแลน้องๆ ไปกัน คืนแรกที่ไปพี่ติ๋มเล่าว่าสนุกมากกกกก ได้เล่นชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน ดูลิเก ดูหนัง หลังจากเล่นทุกอย่างจนหนำใจแล้ว เพื่อนแก 2-3 คนก็ชวนกันขอเงินพี่ชายไปดูบ้านผีสิง.. บ้านผีสิงตามงานวัดบ้านนอกๆ ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เอาสังกะสีมากั้นๆ หาอุปกรณ์มาตกแต่งให้น่ากลัว เอาตุ๊กตามาใส่หน้ากากผีห้อยไว้ตามทางเดิน เอาไม้ลังมาตอกๆ ทำเป็นโลงศพมาประกอบระหว่างทางเดินให้ดูน่ากลัว แล้วก็ให้คนแต่งชุดดำใส่หน้ากากผี คอยออกมาแกล้งจับคนที่เดินเข้าไปให้ร้องกรี๊ดกร๊าดเป็นที่สนุกสนาน พี่ติ๋มเล่าว่าแค่นี้ก็สนุกมากแล้วสำหรับเด็กๆ ในตอนนั้น..

งานวัดดำเนินผ่านไปจนอีก 3 วันจะหมดงานแล้ว พี่ติ๋มขอร้องพ่อแม่ว่าอยากไปอีกก่อนที่งานจะหมด ซึ่งพ่อแม่ก็อนุญาต แต่ครั้งนี้มีเพียงแก และเพื่อนรุ่นๆ เดียวกันอีก 3 คนเท่านั้นที่ไป พอถึงเวลาก็เข้าไปเล่นบ้านผีกันก่อนเลย เล่นกันจนพอหอมปากหอมคอ ก็ไปนั่งดูหนังขายยาต่อ แกบอกวันนั้นนึกยังไงไม่รู้ คนฉายหนังเอาเรื่องแม่นาคพระโขนงมาฉาย เป็นหนังเก่ายุค ปรียา รุ่งเรือง กับ สมบัติ เมทินี ซึ่งในสมัยนั้นหนังเรื่องแม่นาคจะเป็นที่ต้องห้ามในการฉายตามงานวัด เพราะมันเคยมีเหตุอาถรรพ์เกิดขึ้นบ่อยๆ ถ้าเอาหนังแม่นาคมาฉายตอนกลางคืน โดยเฉพาะในวัด แต่วันนั้นคนฉายหนังกลับฝ่าฝืนกฏนี้ คนก็นั่งดูกันไม่มีใครท้วงติง พี่ติ๋มเล่าว่า ไม่รู้พี่คิดไปเองหรือเปล่านะ ดูๆ อยู่พี่รู้สึกอากาศมันเย็นๆ ขนลุกพิกล พอฉากแม่นาคยืดมือเก็บมะนาว หมาในวัดก็พากันหอนรับต่อกันเป็นทอดๆ จนเพื่อนพี่ติ๋มคนนึงคงทนดูต่อไม่ไหว บอกว่าเราไปเล่นเครื่องเล่นดีกว่า อย่าดูต่อเลย น่ากลัว.. ซึ่งทั้งหมดก็ลงความเห็นกันว่า ไปเล่นชิงช้าสวรรค์ดีกว่า

หลังจากที่เล่นชิงช้าแล้ว เพื่อนอีกคนก็เสนอความคิดว่า ‘เรามาเล่นซ่อนหากันไหม? แต่เล่นในบ้านผีสิงนะ มันตื่นเต้นดี ให้คนซ่อนเข้าไปก่อน คนหาค่อยตามเข้าไป ถ้าใครโดนหาเจอ จะต้องเสียเงิน 1 บาท..’ ว่าแล้วทั้ง 4 คนก็โอน้อยออกกันว่าใครจะเป็นคนซ่อน ใครจะเป็นคนหา ตกลงกันเรียบร้อย ปรากฏว่าพี่ติ๋มได้เป็นคนหา แกก็ปล่อยให้เพื่อนทั้ง 3 เข้าไปก่อน แกนับ 1-20 อยู่ข้างนอก แล้วค่อยเข้าไปตาม พี่ติ๋มเล่าว่า แกก็เข้าไปหาเพื่อนไปเรื่อยๆ เพื่อนๆ ก็แอบซ่อนตามทาง แอบตามหลังตุ๊กตาผีบ้าง ตามต้นกล้วยที่เค้าตัดมาประกอบฉากบ้าง ใช้เวลาไม่นานก็หาเจอครบ ขาดแต่ พี่น้อย เพื่อนแกอีกคน แกบอกหาไม่เจอ เดินวนไปวนมาหลายรอบก็ไม่เจอ จนแกต้องให้เพื่อนอีก 2 คนก่อนหน้าช่วยหา เวลาผ่านไปนานจนหนังแม่นาคจบแล้วก็ยังหาไม่เจอ จนพ่อแม่ พี่ชายพี่ติ๋ม มาตาม เพราะเห็นว่าหายมานาน สุดท้ายพี่ติ๋มต้องสารภาพกับพ่อแม่ว่าเล่นซ่อนหากัน แล้วหาเพื่อนอีกคนไม่เจอ แกเลยโดนพ่อแม่ด่าเป็นการใหญ่ในข้อหาเล่นพิเรน ผู้ใหญ่ต้องเข้าไปคุยกับเจ้าของบ้านผีสิงว่ามีเด็กหายเข้าไปคนนึงหาไม่เจอ ให้ช่วยหาหน่อย เจ้าของบ้านผีสิงก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ปิดไม่ให้ใครเข้า แล้วให้ลูกน้องเข้าไปหาทุกซอกมุม ทั้งเรียกชื่อ ทั้งส่องไฟฉายเป็นสิบกระบอกจนเอาสว่างโล่ แต่ก็ไม่เห็นวี่แววเพื่อนพี่ติ๋ม หาจนหมดปัญญา เจ้าของบ้านผีสิงบอก สงสัยเด็กมันหนีกลับบ้านไปแล้วมั้ง ไปดูที่บ้านดีกว่า ว่าแล้วทั้งหมดก็ไปหาพี่น้อยที่บ้าน พ่อแม่พี่น้อยถึงกับตกใจ บอกไม่มี พี่น้อยยังไม่ได้กลับมาบ้านเลย แม่พี่น้อยถึงกับปล่อยโฮ เมื่อรู้ว่าลูกตัวเองหายไป ทีนี้ล่ะเรื่องใหญ่แล้ว พี่ติ๋มโดนทั้งดุทั้งตี จนต้องไปพึ่งผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยกันตามหาตัวพี่น้อย ทั้งในวัด และรอบวัด หากันทั้งคืนก็ไม่มีวี่แววพี่น้อยเลย แม่พี่น้อยร้องไห้จนเป็นลมไป 3 รอบ หาจนหมดปัญญา ผู้ใหญ่เลยให้ทุกคนกลับบ้าน พรุ่งนี้แกจะไปแจ้งตำรวจให้มาช่วยหาอีกที 

วันรุ่งขึ้น พี่ติ๋มเห็นตำรวจ 2-3 คนเข้ามาในหมู่บ้าน แล้วผู้ใหญ่กับผู้ชายอีก 3 คนก็ตามไป พี่ติ๋มรอฟังข่าวอยู่ที่บ้าน ใจนึงก็ห่วงเพื่อนว่าหายไปไหน หนีไปแอบที่ไหน? จนตกเย็น ผู้ใหญ่กลับมาพร้อมกับความผิดหวัง ไม่เจอพี่น้อยเลย ค้นซ้ำทั้งที่วัด และรอบๆ กระจายกันค้นหาแต่ก็ไร้วี่แวว เวลาผ่านไป 3 วัน ที่ไม่รู้ว่าพี่น้อยเป็นตายร้ายดีอย่างไร บางคนถึงกับพูดว่าพี่น้อยอาจตายแล้ว แม่พี่น้อยแทบเป็นบ้า ไม่กินข้าวกินปลา ร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน จนถึงวันงานวัดคืนสุดท้ายผ่านไป..

สายๆ วันรุ่งขึ้น ก็ได้ยินเสียงคนในหมู่บ้านบอก เจอแล้วๆ เจอพี่น้อยแล้ว!! พี่ติ๋มบอก แกแทบกระโดดลงจากบ้านไปดูเลยทีเดียว พี่ติ๋ม และชาวบ้านเดินไปดูตามต้นเสียง สิ่งที่เห็นคือ พี่น้อยถูกอุ้มมาวางที่หน้าแคร่ไม้หน้าบ้านผู้ใหญ่ พี่น้อยยังไม่ตาย แต่ดูอิดโรยผอมลงนิดนึง นอนเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง จนปฐมพยาบาล ให้ดื่มน้ำ กินข้าวต้มใส่เกลือ จนพอมีแรงจะพูดได้ ผู้ใหญ่ก็ถาม ไปไหนมาละอีหนู เค้าตามหากันให้วุ่น พ่อแม่พี่น้อยตามมาทีหลังก็โผเข้ากอดร้องไห้กันระงมด้วยความดีใจ จนทุกอย่างเรียบร้อย จับใจความได้ว่า.. คนที่ไปเจอพี่น้อยคือเจ้าของบ้านผีสิง ตอนงานวัดหมด เช้านั้นแกก็สั่งลูกน้องรื้อบ้านผีสิง เก็บของเพื่อย้ายที่ไปงานต่อไป ขณะที่รื้อๆ อยู่ ลูกน้องแกก็ได้ยินเสียง ‘กึกกักๆ’ ในโลงศพที่ต่อขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบฉาก ทีแรกลูกน้องแกนึกว่ามีแมวหมาแอบเข้าไปนอน ก็เลยเปิดฝาโลงดูถึงกับช็อค ในโลงมันคือร่างพี่น้อยนั่นเอง นอนบิดตัวไปมา เลยเรียกเจ้าของมาดู แล้วก็เอามาส่งที่หมู่บ้านนี่ล่ะ..

หลังจากที่พี่น้อยแข็งแรงดีแล้ว พี่น้อยก็เล่าว่า ตอนที่เข้าไปซ่อนตัว แกก็เห็นว่าโลงมันเปิดได้ แกเลยลงไปนอนแล้วเลื่อนฝาปิดแง้มๆ ไว้ แล้วเอาตามองลอดรอยต่อไม้ออกมา ก็เห็นพี่ติ๋มนะ เดินไปเดินมาหาแก แกยังแอบขำเลยว่าหาไม่เจอ จนเริ่มนาน แกเบื่อที่จะแอบแล้ว จะออกไป แต่ฝาโลงมันดันปิดสนิท ดันไม่ออก ทั้งทุบ ทั้งถีบ ทั้งตะโกน ก็ไม่มีใครได้ยิน แกบอก แกยังเห็นเลยว่ามีคนเข้ามาเยอะแยะไปหมด คงมาตามหาแก แต่แกตะโกนยังไงก็ไม่มีใครได้ยิน แกร้องไห้ ถีบ ทุบ ก็ไม่มีใครได้ยินเลย จนแกเพลียแล้วหลับไป วันต่อมาก็เป็นแบบเดิมอีก แกเห็นคนเข้ามาเล่นในบ้านผีสิง แต่แกก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนแกถูกขังอยู่ในโลง ทั้งหิว ทั้งปวดถ่าย ก็ต้องถ่ายในนั้น ร้องไห้เพราะความกลัว ร้องจนไม่มีน้ำตา ร้องจนหลับ ตื่นมาก็ร้องๆ จนหมดแรง เป็นแบบนี้ทุกวัน

จนสุดท้าย แกบอกแกเหมือนจะตาย ไม่มีแรงขยับตัวเลย แล้วก็เหมือนฝัน ฝันว่ามีผู้หญิงคนนึง แต่งตัวเหมือนในหนังแม่นาคที่ดูกัน มาบอกแกว่า ‘มาเป็นลูกไหม จะพาไปกินขนม จะซื้อชุดสวยๆ ให้ใส่..’ แต่แกบอกแกไม่ไป แกมีพ่อแม่อยู่ที่บ้าน แต่ในฝัน หญิงคนนั้นก็พยายามจะพาแกไปให้ได้ มาจับมือแกให้ลุกขึ้นจากโลง แกหมดแรงขัดขืน เลยยอมให้ถูกดึงขึ้นมาอย่างง่ายดาย พอพ้นปากโลง แกก็นึกถึงหน้าพ่อแม่ แล้วบอก พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยหนูด้วย แล้วก็สบัดมือผู้หญิงคนนั้นอย่างแรงจนมือหลุดจากกัน แล้วก็วูบไปเลย เหมือนตกจากที่สูง ..มารู้สึกตัวอีกที ก็อยู่บนแคร่หน้าบ้านผู้ใหญ่นี่ล่ะ ทุกคนฟังที่พี่น้อยเล่าด้วยใจระทึก หายใจไม่ทั่วท้องเลย มีคนแก่ๆ แถวนั้นพูดขึ้นมาว่า ผีมันจะมาเอาตัวไปน่ะสิ เล่นพิเรนๆ โบราณเค้าถือ.. หลังจากวันนั้นพี่ติ๋มบอก แก๊งค์แกไม่มีใครกล้าเล่นซ่อนหา หรือเข้าบ้านผีสิงกันอีกเลย

Story by คุณเลิฟ

ความคิดเห็น