เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณ บัวแก้ว จำปาทรัพย์ ครับ คุณบัวแก้วเล่าว่า.. ย้อนไปปี พ.ศ 2530 สมัยเราทำงานเป็นนักร้องอยู่ที่ภูเก็ตค่ะ เพื่อนเราที่เป็นนักดนตรีบอกว่า ที่จังหวัดสตูลมีโรงแรมเปิดใหม่ได้ประมาณ 2 ปี นักร้องสากลที่นั่นกำลังจะหมดสัญญา ต่อสัญญามา 2 ครั้งแล้ว ให้เราลองไปออดิชั่นดู เงินเดือนดี มีที่พักให้ เราก็สนใจเลยโทรไปว่าจะไปออดิชั่น 

โรงแรมที่ว่านี้ติดชายแดนมาเลเซีย เป็นโรงแรม 5 ดาว ใหญ่ที่สุดในจังหวัด พอเราไปถึง พนักงานก็พาไปไขกุญแจเข้าห้องพัก (ได้พักฟรี 1 คืน) ห้องที่นี่สวยมากๆ เราได้อยู่ชั้น 5 โรงแรมมี 7 ชั้น มีคอฟฟี่ช็อป และบาร์ชั้นใต้ดินของโรงแรม พอเข้ามาในห้อง ตอนแรกว่าจะนอนพักผ่อนสักหน่อย เพราะเหนื่อยจากการเดินทาง แต่ก็นอนไม่หลับ รู้สึกแปลกๆ เหมือนเราไม่ได้อยู่คนเดียว สักพัก มีคนมาเคาะห้อง เราก็เปิดออกไป เค้าแนะนำตัวว่าเป็นผู้จัดการ เราก็เชิญเข้ามาในห้อง ก็นั่งคุยกันว่า ให้เราลงไปออดิชั่นตอนทุ่มครึ่ง แล้วผู้จัดการก็ชวนลงมาดูคอฟฟี่ช็อป เดินดูรอบๆ โรงแรม เราก็ถามว่า ที่พักของนักร้องนักดนตรีอยู่ที่ไหนคะ? เค้าก็ชี้ให้ดู มันจะมี 2 ที่ อยู่ติดกัน เป็นตึก กับเป็นบ้านไม้เก่าๆ ข้างโรงแรม มี 5 ห้อง ดูแล้วสมัยก่อนน่าจะเป็นเรือนคนรับใช้ แน่นอนว่าคงไม่มีอยากอยู่ที่บ้านไม้แน่ๆ แต่ตอนจะมาออดิชั่น พอดีพี่นักดนตรีบอกเราว่า ‘น้องระวังตัวไว้ด้วยนะ ผู้จัดการที่นี่เวลามีนักร้องมาใหม่ๆ เสร็จมันหมดแหละ..’ เราเลยเลือกที่จะอยู่บ้านไม้ข้างโรงแรม เพราะผู้จัดการเค้าพักอยู่ที่ตึก กลัวผีก็กลัว แต่กลัวผู้จัดการมากกว่า..

พอเราได้งานที่นี่ คืนแรกที่เข้ามานอนที่บ้านไม้ ก็จุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทาง บอกว่า ‘ลูกมาขออาศัย มาทำงาน ถ้ามาให้เห็นก็มาแบบดีๆ นะคะ..’ คืนแรกนอนหลับสบายดีไม่มีอะไร ตอนเช้าตื่นแต่เช้ามาเจอผู้จัดการ เค้าถามเราว่า ‘เป็นยังไงบ้าง นอนหลับสบายดีไหม?’ เราก็ว่า ดีค่ะ.. เค้าก็ทำหน้าแบบไม่เชื่อ แล้วก็ตะล่อมบอกเราว่า ห้องตรงนั้นเก่าแล้ว ขึ้นมาอยู่บนตึกเถอะนะ เราก็ว่า หนูอยู่ได้ค่ะ.. เราทำงานตอนทุ่มครึ่ง เลิกงานตีหนึ่ง มีวันหนึ่งเราเลิกงานแล้วออกไปกินข้าวกับเพื่อนๆ กลับมาบ้านไม้แล้วเข้านอนเลย ..มารู้สึกตัวตื่นตอนประมาณตี 3 เพราะปวดฉี่ เดินผ่านหน้าต่างพระจันทร์เต็มดวงสวยมากๆ พอฉี่เสร็จเลยมาเปิดหน้าต่างชมพระจันทร์ แล้วก็มองไปเรื่อยๆ เห็นคนตักนำ้ ผ่าฟืน หาบของอยู่ตรงบ้านไม้ไม่ไกลบ้านเรา พอมองดูดีๆ นึกในใจ กูโดนอีกแล้ว.. ตอนนั้นไม่ได้กลัวนะคะ พยายามเพ่งมองดู เป็นผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน ใส่ผ้าคาดอกสีมัวๆ ผู้ชายไม่ใส่เสื้อ เหมือนคนยุคเก่า เขาตั้งใจให้เราเห็น หันหน้ามามองเรา แถมยิ้มให้ด้วย เราขนลุกถึงหัวเลย รีบปิดหน้าต่างกลับมานอนคลุมโปรง.. ตอนเช้าต้องรีบตื่นไปใส่บาตรกรวดน้ำให้ แล้วชวนเพื่อนเดินไปดูตรงที่ที่เราเห็นเมื่อคืน เป็นบ้านไม้ยกพื้น สร้างเป็นแถวมีประมาณ 10 ห้อง สภาพรกร้างมากๆ เห็นแล้วขนนี่ลุกขึ้นมาเลย เพราะที่เห็นเมื่อคืนนี้บ้านมันสะอาดสวยงามมาก ก็เลยบอกในใจว่า หนูจะทำบุญให้นะ อย่ามาให้เห็นแบบน่ากลัวเลย..

อยู่มาได้สักระยะ จนเริ่มสนิทกับร้านค้าข้างๆ โรงแรม เค้าเล่าให้ฟังว่า โรงแรมนี้เมื่อก่อนเป็นวังของสุลต่าน ตัววังถูกทุบสร้างเป็นโรงแรม ส่วนบริเวณรอบๆ ที่เป็นห้องแถว รวมถึงบ้านไม้ที่เราอยู่ เป็นเรือนคนรับใช้ ข้าทาสบริวาร แม่ค้าถามว่า เราไม่เจออะไรบ้างเหรอ? คนแถวๆ นี้เค้าเจอกันประจำ เราก็ว่าเราเห็นบ้าง แต่ไม่ได้น่ากลัว เค้าไม่ได้มาหลอกอะไร

เราร้องเพลงในคอฟฟี่ช็อปได้เกือบเดือน มีวันหนึ่งนักร้องสากลในบาร์ชั้นใต้ดินหยุดงาน มาทำงานไม่ไหว ผู้จัดการเลยขอให้เราไปร้องแทน เราเลยต้องไป บาร์ชั้นใต้ดินนี้มีนักร้อง และนักดนตรีประมาณ 18 คนที่ประจำอยู่ พาร์ทเนอร์ก็เยอะ ประมาณ 20 คน.. พอเราเดินลงไป เวลาตอนนั้นประมาณ 3 ทุ่ม หนาวจนขนลุกเลย มันเย็นยะเยือกแบบแปลกๆ รู้สึกได้เลยว่าในนี้มีวิญญาณเยอะมาก จนเราเริ่มกลัวแล้ว ร้องเพลงเสร็จรีบกลับขึ้นมาข้างบนเลย พอบาร์เลิก นักร้องลูกกรุงที่ร้องในบาร์ถามเราว่า ทำไมรีบขึ้นมาจัง..เห็นอะไรหรือเปล่า? เราเลยบอกว่าข้างล่างมันน่ากลัว มืด แล้วก็อึดอัด นักร้องที่มาถามเราคนนี้ชื่ออ้อยค่ะ อ้อยก็บอกเราอีกว่า ต่อไปเราต้องลงมาร้องในบาร์แทนนักร้องสากลนะ เตรียมทำใจไว้เลย.. หลังจากนั้นเราก็เลยต้องลงมาร้องเพลงในบาร์ คือต้องอยู่ทั้งคืนค่ะ จนเราสนิทกับอ้อย แบบว่าตัวติดกันตลอดเลย อ้อยเป็นคนเซ้นส์แรงยิ่งกว่าเราอีก แบบว่าเทศการกินเจทรงเจ้านางมีเอี่ยวตลอด แล้วก็ไม่กลัวผีด้วย.. นางบอกเราว่าถ้าเห็นอะไรอย่าทัก เราก็บอกว่ามีอะไรให้บอกก่อนจะได้ทำใจไว้ เพราะแค่บรรยากาศข้างล่างก็น่ากลัวจะแย่แล้ว นางบอก ‘เดี๋ยวมึงได้เห็นเอง..’

คืนหนึ่ง เป็นคืนที่ลูกค้าไม่ค่อยมี พอถึงคิวเราขึ้นร้องเพลงสโลว์ ในบาร์ปิดไฟสลัวๆ ขณะร้องเพลงอยู่ เราเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาคนเดียว แล้วนั่งตรงโต๊ะหน้าทางเข้า เห็นนั่งอยู่ตั้งนาน แต่ไม่มีพนักงานเสิร์ฟมารับออเดอร์ พอเราลงจากเวทีมานั่งกับอ้อย เราก็เรียกพนักงาน ‘น้องๆ โต๊ะทางเข้าแขกมานั่งตั้งนานแล้ว ทำไมไม่ไปรับออเดอร์?’ เด็กว่า ‘พี่ตาฝาดแล้ว ผมยังไม่เห็นใครเข้ามาสักคน..’ อ้อยที่นั่งข้างๆ หยิกเรา ‘มึงเห็นใคร ลักษณะยังไง?’ เราบอก ‘ผู้ชายตัวใหญ่ๆ หน้าดำๆ ท้วมๆ นั่งอยู่โต๊ะแรกคนเดียว’ อ้อยบอก ‘อ้อ คนนี้มาประจำทุกวันโกน..’ คำตอบของอ้อยเป็นอันรู้กัน.. ทีนี้เรานั่งเบียดกับอ้อยเลยค่ะ อ้อยต้องส่งบรั่นดีเพียวๆ ให้ เราเลยดื่มไปหลายแก้ว แล้วถามอ้อยว่า เค้าไปหรือยัง? อ้อยบอกว่าไปแล้ว.. อ้อยบอกว่า ‘มึงเห็นแค่นี้ยังน้อยนะ กูเคยเห็นมาเป็นสิบเลย ตอนวันพระใหญ่!’

เราอดทนร้องเพลงจนหมดสัญญา 3 เดือน หลอนมาก วันดีคืนดีเดินสวนกับใครก็ไม่รู้ แล้วอยู่ๆ ก็หายไปกับตา.. แล้วก็ได้กลิ่นดอกลั่นทม กลิ่นนำ้อบตลอดเวลาที่อยู่ในบาร์ ต้องระงับความกลัวด้วยบรั่นดีเพียวๆ ..พอหมดสัญญา ผู้จัดการเรียกไปต่อสัญญา โดยจะเพิ่มเงินเดือนให้ เราบอก ‘ไม่ต่อแล้วค่ะ หนูอยู่ไม่ไหว หนูกลัวผี!’

Story by คุณ บัวแก้ว จำปาทรัพย์

ความคิดเห็น
Loading...