เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณเลิฟครับ คุณเลิฟเล่าว่า.. เรื่องนี้อาจจะไม่ค่อยน่ากลัว เป็นเรื่องกึ่งๆ ความฝัน มาเริ่มกันเลยครับ.. ผมเคยเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ คือขับรถมาตอนกลางคืน ถนนมืด แล้วเจอรถบรรทุกอ้อยไม่มีไฟท้าย เลยทำให้ผมไม่ทันเห็น รถผมเลยชนเข้าไปเต็มๆ สิ่งสุดท้ายที่ผมเห็น คือแอร์แบ็คสีขาวๆ พุ่งเข้าหน้าผม แล้วหัวผมก็โขกเข้ากับพวงมาลัยอย่างแรง แล้วทุกอย่างก็มืดไปหมด..

มารู้สึกตัวอีกที ผมยืนอยู่ริมแม่น้ำสายหนึ่งตอนกลางคืน แม่น้ำสายนั้นกว้างมาก ผมไม่เคยเห็นแม่น้ำสายไหนจะกว้างเท่านี้มาก่อน ผมพยายามเรียกสติตัวเอง คิดว่าผมต้องฝันไปแน่ๆ ก็เมื่อกี้ยังขับรถอยู่เลยนี่นา แล้วจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ผมพยายามหยิกแขน ตบหัวตัวเองให้ตื่น แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สักพัก มีเรือลำหนึ่งพายมาจอด มีผู้ชายคนหนึ่งตัวสูงๆ แต่งตัวเหมือนคนสมัยก่อน แต่ไม่ใช่พวกโจงกะเบนอะไรแบบนั้นนะครับ ใส่เสื้อกางเกงเหมือนผมนี่ล่ะ แต่เสื้อผ้าจะเชยๆ หน่อย เหมือนยุคพ่อผมสมัยหนุ่มๆ แล้วผู้ชายคนนั้นก็บอกผมว่าให้ขึ้นเรือ จะพาไปบ้านฝั่งโน้น มีคนรออยู่ ตอนนั้นไม่รู้ยังไง ผมก็ไปเฉยเลย พอผมนั่งเรือ ผู้ชายคนนั้นก็พายเรือออกไปเรื่อยๆ ห่างจากฝั่งออกมา ท้องน้ำก็เริ่ม มืดลงๆ จนมองไม่เห็นอะไรเลย อากาศก็หนาวมาก จนผมต้องกอดอกมาตลอดทาง.. จนพักหนึ่ง เรือก็มาจอดเทียบท่าน้ำของบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านทรงไทยเก่าๆ หลังใหญ่มาก มีคบไฟ จุดรอบๆ รั้วบ้าน ทำให้เห็นตัวบ้านค่อนข้างชัด พอลงจากเรือ ชายคนนั้นก็บอกให้ผมขึ้นบันไดบ้านไป มีคนอยากเจอรออยู่

ลืมบอกไปว่า รอบๆ บ้านหลังนี้ตอนที่ผมมาถึง มีคนยืนอยู่เต็มไปหมด เหมือนกับบ้านหลังนี้จะมีงานอะไรสักอย่าง คนที่ยืนอยู่รอบๆ บ้าน มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก แต่ไม่มีใครคุยกันเลย ต่างคนต่างยืนนิ่งเงียบสนิท.. ผมตัดสินใจเดินขึ้นบันไดบ้านไปตามที่ชายคนนั้นบอก พอขึ้นไปถึง ก็เห็นแต่โถงกว้างๆ ไม่มีคน ไม่มีข้าวของเครื่องใช้อะไรเลย ผมเดินเข้าไปเรื่อยๆ แปลกนะที่ตอนนั้นผมไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย ผมเดินไปจนสุดบ้าน สายตาผมก็ไปเจอกับวัตถุบางอย่าง เป็นกล่องสี่เหลี่ยมยาวๆ วางอยู่เกือบมุมบ้าน ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ เพื่อดูให้เห็นว่ามันคืออะไร? แล้วผมก็ได้เห็นว่ามันคือโลงศพ! โลงศพสีขาวๆ ที่เปิดอยู่ แต่ไม่มีศพหรืออะไรอยู่ข้างใน ตอนนั้นอยู่ๆ ผมก็เกิดกลัวขึ้นมา แบบว่าขนหัวลุกเลย ผมรีบจ้ำออกจากตรงนั้นมาเลยครับ โดยขณะที่ผมก้าวขายาวๆ ออกมา ก็มีเสียงปี่ เสียงกลอง เสียงดนตรีไทยโหยหวนไล่หลังผมมา ผมก้าวลงจากบันไดบ้านอย่างเร็ว แทบจะกระโดดก็ว่าได้ พอลงมาถึงข้างล่าง มองซ้ายมองขวา ว่าจะไปทางไหนต่อดี.. ขณะนั้นเอง ก็มีมือเล็กๆ เป็นมือเด็กมากระตุกมือผม ผมก็มองลงไป เห็นเป็นเด็กผู้ชายไว้ผมจุก ไม่ใส่เสื้อ ใส่แต่โจงกระเบนสีแดงเก่าๆ เด็กคนนั้นบอกว่า ‘น้าๆ ตามหนูมานี่ หนูจะพาน้ากลับบ้าน..’ แล้วเด็กผมจุกก็ดึงมือผมวิ่งเลย ผมก็วิ่งตามเด็กคนนั้น พวกคนที่ยืนอยู่รอบๆ บ้าน ก็เดินตามผมมาเฉยๆ มากันทุกคนเลย ผมตกใจมาก ว่านี่มันอะไรกัน? แล้วผมต้องวิ่งไปไหน? พวกคนพวกนั้นตามผมมาทำไม?

พอเด็กผมจุกวิ่งมาได้สักพักก็หยุด แล้วบอกว่า ‘น้าๆ หนูมีเรือจอดอยู่ไม่ไกล น้าวิ่งไปขึ้นเรือเลย แล้วน้าจะได้กลับบ้าน..’ ผมก็พยักหน้ารับ แล้วถามว่า ‘อ้าว แล้วหนูล่ะ ไม่ไปด้วยเหรอ?’ เด็กจุกก็บอกว่า ‘น้าไปเถอะ หนูไปไม่ได้หรอก เร็วๆ เข้า’ ผมมองไปก็เห็นกลุ่มคนเหล่านั้นเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ด้วยความกลัว ผมเลยรีบวิ่งแบบไม่คิดชีวิตไปตามทางที่เด็กผมจุกบอก ไม่นานผมก็เจอเรือครับ เป็นเรือพายลำเล็กๆ ทำด้วยไม้ จอดอยู่ในพงหญ้าริมตลิ่ง ไม่รอช้า ผมรีบลงไปผลักเรือแล้วโดดขึ้นนั่งเลย แต่ในเรือไม่มีไม้พาย.. เอาแล้วสิ แล้วจะไปได้ยังไง? ผมเริ่มลนลาน หันซ้ายหันขวา เอามือกวักน้ำเพื่อให้เรือไปข้างหน้าเหมือนลูกหมาตกน้ำ เสียงดนตรีไทย ปี่พาทย์ เริ่มดังแว่วมาอีกแล้ว ทำให้ผมยิ่งกลัวมากขึ้น แล้วอยู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงเด็กผมจุกตะโกนมาว่า ‘น้าๆ ไปเลย คิดถึงบ้านเอาไว้ หนูจะไปส่ง!’ ผมก็ทำตามสิครับ คิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ พี่ น้อง แมวในบ้านคิดหมด คิดเท่าที่จะคิดได้ เชื่อไหมครับ อยู่ดีๆ เรือมันก็แล่นไปได้เอง แล่นฉิวเหมือนมีคนผลักเลย ชั่วอึดใจ เรือฝ่าความมืด และความหนาวเย็นของแม่น้ำสายนั้น จนมาถึงฝั่งเดิม

ผมก้าวลงจากเรือ ขึ้นฝั่ง แล้วเดินสะเปะสะปะไปอย่างไร้จุดหมาย มันมีแต่ความมืด มองแทบไม่เห็นอะไรเลย ไม่รู้ทางไหนทิศเหนือทิศใต้ มีเพียงแสงจากดวงดาวส่องลงมาพอให้เห็นพื้นลางๆ ผมเดินเท่าไรก็ไม่มีจุดสิ้นสุด เหมือนเดินไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดหมาย จนผมเหนื่อยนั่งลงกับพื้นดิน คิดไปคิดมา ‘นี่เรามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง? งงมาก จำได้ว่าเราขับรถอยู่ แล้วรถชนกับอะไรสักอย่าง แล้วก็มาโผล่ที่นี่ ..หรือเราตายแล้ว?’ ผมเริ่มสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก จะเดินต่อก็ไม่รู้จะไปไหน มีแต่ความมืดกับแม่น้ำสายใหญ่ ผมหมดหวังแล้ว นั่งร้องไห้ปล่อยโฮเลยครับ คือในตอนนั้นมันสิ้นหวังจริงๆ เหมือนผมเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่มีตัวตน.. จนเวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ ผมมีความรู้สึกว่ามีคนมาจับหัวผม ผมเงยหน้าขึ้นมอง คราวนี้เป็นคนแก่ครับ หนวดขาวยาวถึงอก คิ้วขาวยาวเลย ใส่หมวกเหมือนในหนังเปาบุ้นจิ้น เหมือนในหนังจีนไม่มีผิด พูดก็สำเนียงจีนๆ แกบอกว่า ‘มาอาตี๋ อากงจะพากลับบ้าน แม่เป็นห่วงแย่แล้ว..’ แล้วชายแก่คนนั้นก็จับมือผม แล้ววิ่งอย่างไวมากๆๆ เหมือนลากผมไปเลย ผมวิ่งไม่ทัน ขานี่ลากไปกับพื้นเลย จนมาสะดุดกับอะไรบางอย่างที่พื้น ทำให้หน้าผมคว่ำลงไปกับพื้น เจ็บมากๆ แล้วทุกอย่างก็มืดไปอีกครั้ง..

ผมมารู้สึกตัวอีกที ผมนอนอยู่ที่โรงพยาบาล มีสายน้ำเกลือระโยงระยางไปหมด ผมเหลือบมองไปรอบๆ ก็เห็นแม่ ป้า และพี่สาว นั่งอยู่บนโซฟา ผมเลยเรียกแม่ แม่ได้ยินผมก็รีบวิ่งมาหาผม กอดผมร้องไห้ใหญ่เลย ผมงงไปหมด.. หลังจากรักษาตัวจนหายดี กลับมาบ้าน ผมก็เล่าทุกอย่างให้ที่บ้านฟัง รวมถึงความฝันแปลกๆ นั่นด้วย แม่ก็เล่าบ้างว่า ตอนแม่ได้รับโทรศัพท์ว่าผมโดนรถชน แม่ก็รีบไปโรงพยาบาลทันที เห็นพยาบาลกำลังปั้มหัวใจผมอยู่ แม่เข่าทรุดเลย ผมเข้า ICU ห้ามเยี่ยม แม่ก็เลยกลับบ้าน มาบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านทั้งหมดให้ช่วยผม แล้วอีกวันผมก็ฟื้น.. แล้วที่น่าแปลกคือ ตุ๊กตากุมารที่แม่ผมบูชา ก่อนที่ผมจะกลับมาบ้าน อยู่ดีๆ มันก็ตกลงมาจากหิ้ง หัวขาดเลย ทั้งๆ ที่แม่ตั้งบูชาอยู่สูง ไม่มีลม หรือสัตว์เลี้ยงจะขึ้นไปได้ แถมอยู่มาตั้งแต่ก่อนผมจะเกิด ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมา.. แม่เล่าต่อว่า กุมาร องค์นี้ ก่อนที่ผมเกิด มีพระธุดงค์ท่านให้มา แลกกับยาสีฟัน ผงซักฟอกในร้าน พระท่านยังบอกอีกว่า บูชาดีๆ สักวันเขาจะช่วยชีวิตโยมกับลูก แม่ก็เลยบูชามาตลอด แล้วกุมารที่ตกลงมาคอหัก ก็ใส่โจงกระเบนแดง ไม่ใส่เสื้อ เหมือนที่ผมเห็นเด็กผมจุกคนนั้นไม่มีผิด

แล้วอีกอย่างที่แปลกก็คือ รูปปั้นเหล่าเอี๊ยะ หรือเจ้าที่ดินที่บ้านผมบูชา เป็นรูปคนจีนแก่ๆ หนวดยาว ขนคิ้วยาว ใส่หมวกเหมือนเปาบุ้นจิ้น ซึ่งเหมือนกับชายแก่คนที่พาผมวิ่งมาเลย แถมที่รูปปั้นเหล่าเอี้ยะนั้น ก็เลอะฝุ่นดินเต็มไปหมด ทั้งๆ ที่แม่ผมทำความสะอาดศาลเป็นประจำ.. แม่เลยบอกว่า ที่ผมรอดมาได้ ก็คงเพราะกุมาร กับเหล่าเอี๊ยะ ที่ไปช่วยตามที่แม่บนบานเอาไว้ ผมฟังแล้วก็ยังขนลุกเลย

Story by คุณเลิฟ

ความคิดเห็น
Loading...