เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณกุลครับ คุณกุลเล่าว่า.. ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปี ก่อนเราจะมารับราชการ เราทำงานกับเอกชนมาก่อนค่ะ ทำที่โรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ นี่ล่ะ ในตำแหน่งพนักงานบัญชี ซึ่งออฟฟิศของแผนกบัญชีจะอยู่ติดกับลานจอดรถชั้น 3 ของโรงแรม ส่วนลานจอดรถชั้น 2 จะเป็นทางเชื่อมเข้าสู่ตัวโรงแรม เราทำงานที่นี่ไปตามปกติ วันหนึ่ง เรา กับน้องในแผนกได้เดินลงมาชั้น 2 เพื่อจะไปทานข้าวที่แคนทีนของพนักงาน ระหว่างเดินอยู่ น้องก็บอก ‘พี่ๆ หนูว่าหนูได้กลิ่นเหม็นๆ อะไรก็ไม่รู้..’ ซึ่งเราก็ได้กลิ่นนะ แต่ก็บอกน้องไปว่า ‘สงสัยหนูตายมั้ง เดี๋ยวค่อยแจ้งแม่บ้านแล้วกัน’ แล้วก็ไปทานข้าวกันตามปกติ พอทานข้าวเสร็จเดินกลับมาทางเดิม ไปเจอพี่คนขับรถของเจ้านาย พี่คนขับรถก็บอกเหมือนกันว่า ‘เหม็นเน่ามากเลยตรงนี้ กลิ่นมาจากไหน?’ พี่เขาพยายามเดินตามหากลิ่นนั้น แต่ก็ไม่เจออะไร จนตอนเย็นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

พอวันรุ่งขึ้นมาทำงานตามปกติ โหยยย..กลิ่นแรงขึ้นเป็นเท่าตัว เหม็นมาก กลิ่นทะลุมาถึงชั้น 3 แผนกบัญชีเลยทีเดียว เจ้านายเองลงรถมาก็ได้กลิ่น คราวนี้ต้องเรียก รปภ. ของโรงแรมหลายคนมาช่วยกันหาเลย ผ่านไปสักพัก เริ่มรู้ว่ากลิ่นมันรุนแรงตรงด้านบนบริเวณระเบียงลานจอดรถชั้น 2 นั่นล่ะ เลยให้แผนกช่างปีนขึ้นไปดู ลักษณะระเบียงลานจอดรถมันไม่ได้กว้างนะ เหมือนกระดานครึ่งแผ่น แค่เอาไว้พอให้ช่างเดินได้เท่านั้นเอง และอาคารที่จอดจะติดอยู่กับบ้านร้าง ไม่มีคนอาศัยอยู่เลย เก่า สกปรก.. ช่างก็ปีนขึ้นไปสำรวจ และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าช่าง เมื่อมองทะลุกระจกที่ฝุ่นเกาะเต็ม พอเห็นได้ลางๆ มันคือศพ! ศพที่ขึ้นอืดเต็มที่ หนอนไชยั้วเยี้ยะ ช่างถึงกับร้องเสียงหลงเลยค่ะ

จากนั้นก็แจ้งตำรวจ และมูลนิธิ ให้มาเก็บไปตามระเบียบ แต่กลิ่นมันยังไม่ค่อยหายเท่าไร แค่ดีขึ้นหน่อย สรุปสาเหตุที่ตายเนื่องจากตกตึก ผู้ตายเป็นคนในพื้นที่ ที่ขึ้นไปยังลานจอดรถชั้น 10 ของโรงแรม ซึ่งเป็นห้องสนุ๊กเกอร์ และมีเครื่องดื่มต่างๆ ผู้ตายเป็นโรคซึมเศร้า แต่จะชอบเล่นพนันสนุ๊กเกอร์ วันนั้นเล่นจนเกือบตี 2 แล้วเสียหมดตัว คงเกิดอาการเครียด เลยเดินลงมาสูบบุหรี่ที่ระเบียงลานจอดรถชั้น 9 แล้วคงคิดสั้นกระโดดลงไป ฝั่งที่ผู้ตายกระโดดลงไปจะอยู่ด้านหลังติดกับบ้านร้าง เลยไม่มีใครสังเกตเห็น มีเพียงก้นบุหรี่ กับรองเท้าของผู้ตายที่กองไว้อยู่ชั้น 9

1 เดือนผ่านไป จนเกือบจะลืมเหตุการณ์นั้น วันนั้นออดิตฯ เข้ามาตรวจสอบบัญชี เรา และพนักงานคนอื่นๆ ก็เลยต้องทำงานล่วงเวลาจนดึก เรียกว่าโต้รุ่งก็ได้ ประมาณเกือบ 4 ทุ่ม มีพี่คนหนึ่งเขาท้องอ่อนๆ ทำล่วงเวลาไปได้หน่อยเดียวก็ขอกลับก่อน พี่เขาออกไปได้สัก 10 นาที ก็วิ่งหน้าตาตื่น น้ำตาคลอ กลับเข้ามาที่ออฟฟิศ เราเลยถามว่าเป็นอะไร? เขาก็ไม่ตอบ ได้แต่วุ่นวายโทรให้แฟนมารับ แล้วก็ไม่พูดอะไร เอาแต่นั่งร้องไห้ รอแฟนมารับกลับไป.. พวกเรายังแปลกใจว่าพี่เขาเป็นอะไร? จนเวลาผ่านไปถึงตี 1 เรา กับน้อง ต้องขึ้นไปเอาบิลเก่าจากแคชเชียร์ที่ห้องสนุ๊กเกอร์ แน่นอนค่ะ มันอยู่ชั้น 10 ..แล้วเรื่องนั้นมันก็ผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง แต่จะไม่ไปก็ไม่ได้ สรุปขึ้นไป 3 คนเลย ชวนพี่อีกคนไปด้วย จากลิฟท์ชั้น 3 ขึ้นไปชั้น 10 รู้สึกเหมือนเวลามันช่างยาวนาน พอลิฟท์เปิดนี่แทบจะกระโดดออกเลย กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ห้องสนุ๊กเกอร์ทันที พอไปถึง แคชเชียร์ก็หาคูปองเอกสารให้เรา แต่มันยังไม่ครบ ก็ต้องเอาเท่าที่ได้มาก่อน เพราะฉะนั้นมี 1 คนที่ต้องรอ ส่วนอีก 2 คนขนเอกสารลงไปก่อน พี่ที่มาด้วยอาสารอ ให้เรากับน้องลงไปก่อน เรายืนกดลิฟท์ที่ชั้น 10 เพื่อลง พอลิฟท์มา เรากับน้องก็เข้าไป บอกตรงๆ ว่ากลัวมาก กลัวแบบสั่นจริงจัง พอลิฟท์ปิด ลิฟท์เจ้ากรรมก็ดันมาเปิดที่ชั้น 9!! น้องนี่หน้าเสียเลยค่ะ พยายามกดปิดรัวๆ แต่มันก็ไม่ปิดให้ เหมือนค้างอยู่ที่ชั้น 9 เราเลยบอกน้อง ‘วิ่งลงไหม?’ น้องก็โอเค พอเดินออกมาจากลิฟท์ ลิฟท์แม่งปิดทันที แล้วก็ลงไปซะงั้น.. หลอนสิคะ เรากับน้องรีบจ้ำไปที่บันไดหนีไฟ เพื่อจะเดินลงไปชั้น 3 มือก็ถือลังเอกสาร ช่วงเดินลง อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนไอกระแอมขึ้นมา ‘อะฮึ่ม..’ น้องรีบบอกว่า ‘อย่าหันนะพี่ อย่าหัน!’ ตอนนั้นเราสองคนน้ำตาไหลพรากๆ เลย ขานี่แทบก้าวไม่ออก มันสั่นไปหมดทั้งตัว แล้วเสียงไอเหมือนมันค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนเหมือนมาอยู่ชิดข้างหลังเรานี่เอง!! เราไม่กล้าหันไปมองเลย บอกน้อง ‘ทิ้งงานไว้ตรงนี้ก่อน แล้ววิ่งไหม?’ แต่น้องบอก ‘พี่ เราสัพเพสัพตาให้เขาดีไหม?’ แล้วเรากับน้องเลยยืนท่อง สัพเพสัพตา ไปเรื่อย จนเสียงไอหยุดไป เราเริ่มโล่งใจขึ้นหน่อย แต่แล้วชั่วอึดใจเดียว เราก็ได้ยินเสียงพูดขึ้นมาว่า ‘กูไม่อยากได้บุญ กูอยากได้ของกิน..’ เรากับน้องหันไปตามเสียง เจอเต็มๆ เลยค่ะ! สภาพเหมือนตอนที่เขาโดนเก็บศพไปยังงั้นเลย ขึ้นอืดเต็มที่ เท่านั้นล่ะ เราสองคนช็อคหมดสติอยู่ตรงนั้นเลย..

มาตื่นอีกทีตอนตี 4 ผู้จัดการบอกเรากับน้องหายไปนาน จนพี่คนที่รออยู่คนเดียวไม่กล้าลงมา พี่เขาเลยแจ้ง รปภ. เล่นเอาต้องยกโขยงกันมาตามหา แล้วมาเจอพวกเราที่บันไดหนีไฟชั้น 9 เราเล่าให้ผู้จัดการฟัง พร้อมกับเพื่อนๆ ในออฟฟิศ ถึงกับกลัวกันทุกคนเลย แถมผู้จัดการยังเล่าอีกว่า ‘พี่คนที่ท้องที่กลับไปก่อน เขาก็กดลิฟท์จะลง แต่พอเข้าลิฟท์ไปปรากฏว่าลิฟท์พาขึ้นไปที่ชั้น 9 แล้วเปิดออก ได้ยินเสียงคนพูดว่า หิว หิว หิวจัง.. แล้วก็ไอๆ พี่เขากดปิดลิฟท์รัวๆ ลงมาที่ชั้น 3 และวิ่งกลับเข้ามาในแผนก ตอนนั้นพี่เขายังไม่กล้าเล่าเพราะยังกลัวมาก นี่แฟนมารับไปนานละ’ ..พอตอนเช้า หลังจากการตรวจบัญชีจากออดิตฯ เสร็จเรียบร้อย เจ้านายเลยให้ร่วมกันทำบุญทำทานไปให้เขาคนนั้น หลังจากนั้นมา เคยมีคนเจออีกไหมเราไม่รู้แล้ว เพราะเราลาออกจากที่นั่นทันทีเลยค่ะ..

Story by คุณกุล

ความคิดเห็น
Loading...