..ต่อจากตอนที่แล้ว

บรรยากาศตอนนั้นตึงเครียดมาก หันไปมองเพื่อนๆ แต่ละคน รวมถึงพี่กอล์ฟ ทุกคนหน้าซีด เหงื่อตกกันเป็นแถบๆ ตาเบิกกว้างตกใจกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี.. สักพักก็ได้ยินเสียงพี่กอล์ฟร้อง ‘เหี้ยยย’ ออกมาเบาๆ จากปากด้วยความตกใจอีกรอบ ผมหันไปมองตามแสงของไฟฉาย ที่ตอนนี้ทุกคนต่างส่องไปยังผู้หญิงแก่คนนั้น ผมถึงกับสะดุ้งเฮือกกับสิ่งที่เห็น เพราะมันเป็นภาพเท้าของใครก็ไม่รู้ ค่อยๆ เดินเข้ามาตรงที่ที่ผู้หญิงแก่ยืนอยู่ เดินเข้ามาประมาณ 3-4 คน ผมค่อยๆ เลื่อนไฟฉายขึ้นไปมองหน้า เป็นผู้ชายแก่ๆ 2 คน ผู้หญิงวัยรุ่นอีก 2 คน แต่งชุดเหมือนคนไข้ สภาพมอมแมม ผ้าขาดรุ่งริ่ง หน้าตาน่ากลัวมาก เบ้าตานี่ลึกโบ๋ จังหวะนั้นรู้ทันทีเลยว่านี่ต้องไม่ใช่คนแน่ๆ ผมอึ้งกับภาพที่เห็นมาก มันกลัวจนพูดอะไรไม่ออก พยายามจะก้าวเดิน ก็ไม่กล้าขยับ.. หันไปมองเพื่อนแต่ละคนก็กลัวจนสีหน้าแย่ไม่ต่างกัน บางคนถึงกับตัวสั่น ผมคิดได้แค่ว่า ‘ตอนนี้กูไม่สนใจอะไรแล้ว กูอยากออกไปจากจุดนี้ให้เร็วที่สุด!’ ..ทันใดนั้น ผู้หญิงแก่ก็กรี๊ดดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้พวกผมได้สติ หลุดจากภวังค์ พวกเราทิ้งทุกอย่างไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งอย่างสุดชีวิตทันที! วิ่งกันด้วยความหวาดกลัวสุดขีดแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ‘เหี้ยเอ้ย! เจอตัวเป็นๆ เลย ไงล่ะมึง!’ เพื่อนผมคนหนึ่งหันมาพูดกับผม ขณะที่พวกเรากำลังวิ่งไปยังประตูทางออก แต่วินาทีนั้นผมไม่สนอะไรแล้ว นอกจากวิ่ง วิ่ง แล้วก็ วิ่ง..

พวกเราวิ่งกันมาจนถึงหน้าประตูทางเข้า แต่แล้วก็ต้องตกใจกันอีกครั้ง ‘เชี่ย! ใครล็อคประตูวะ!?’ พี่กอล์ฟถามด้วยความตกใจ ทุกคนต่างก็งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะตอนพวกเราเข้ามา เราไม่ได้หยิบกุญแจกับโซ่ที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมาด้วย แถมตอนเข้ามาก็ไม่ได้ปิดประตูเสียด้วยซ้ำ! ระหว่างที่กำลังตกใจ และงง ที่ไม่รู้ว่าใครมาล็อคโซ่ประตู แล้วแบบนี้จะเอารถออกไปได้ยังไง? จะหนีไปยังไง? ทุกคำถามก็วิ่งพลูกันเข้ามาในหัว แถมยังมีเสียง ‘กรี๊ดดดด’ ดังขึ้นมาอย่างไม่หยุด ทำให้ทุกคนต้องหยุดแล้วหันไปมองที่ตัวอาคาร คุณเอ้ยยย!! น้ำตาผมแทบไหล มันเป็นภาพที่ผมคิดว่าในชีวิตนี้คงจะไม่มีทางลืม และคงไม่มีทางไปเจออะไรที่น่ากลัวได้เท่านี้อีกแล้ว! ภาพอาคาร 8 ชั้น ของโรงพยาบาลร้างที่อยู่ตรงหน้า มันยังคงติดตาผมมาจนถึงทุกวันนี้ และเชื่อว่าเพื่อนๆ ผมทุกคนคงไม่มีทางลืมภาพวินาทีนั้นได้แน่ๆ คุณรู้ไหมว่าพวกผมเห็นอะไร? พวกเรา 6 คนที่หันหน้ากลับไปมองที่ตัวอาคารโรงพยาบาลตามเสียงกรีดร้อง ภาพที่พวกผมเห็นคือ มีคนใส่ชุดผู้ป่วย สภาพขาดรุ่งริ่ง บางคนมีเลือดท่วมตัว พวกเขายืนอยู่ริมระเบียงและหน้าต่างของทุกชั้น ทั้ง 8 ชั้น!!! และนี่คือครั้งที่ผมกลัวที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว

พวกเราทุกคนยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองดู พร้อมกับตัวสั่นไปด้วยความกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะขยับหรือทำอะไร เสียงกรีดร้องก็ยังคงดังไม่หยุด ตอนนั้นไม่มีลมพัด แต่มันกลับรู้สึกหนาวเย็นยะเยือกไปหมดทั้งตัว ผมได้แต่สวดมนต์ในใจ ตาก็ยังจ้องมองกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ตอนนั้นในใจผมคิดไว้เลยว่า ‘ในพวกเราใครจะเริ่มวิ่งก่อน? จะหนีไปทางไหน? อยากไปจากตรงนี้สุดชีวิต..’ ระหว่างที่สมองผมกำลังคิดอะไรฟุ้งซ่านไปเรื่อย จู่ๆ ผมก็เห็นอะไรกลมๆ ถูกโยนออกมาจากตัวอาคารที่ไม่ไกลมากนัก มันหล่นบนหลังคารถเพื่อนผมอย่างจัง ‘ตึง!’ แล้วก็กลิ้งขลุกๆๆๆ มาทางพวกผม ตอนแรกผมนึกว่าเป็นลูกมะพร้าว แต่.. มันคือหัวคน!!! ใช่ครับ ของแท้แน่นอนไม่ผิดเพี้ยน มันคือหัวคน! ที่ลอยตกลงมาข้างหน้าพวกเรา เป็นหัวของผู้ชายมีอายุคนหนึ่ง ผมขาว หน้าย่น ลิ้นจุกปาก พอเห็นหัวเท่านั้นล่ะ พวกเราต่างเริ่มโกยกันอย่างไม่คิดชีวิตอีกรอบ ปีนรั้วหนีกันโดยที่ไม่ได้ห่วงรถอีกแล้ว พวกเราวิ่งกันสุดชีวิตมาไกลพอสมควร ก่อนที่จะมานั่งพักกันริมฟุตบาทที่มีไฟสว่าง

พวกเรานั่งกันนิ่ง มีแต่เสียงหอบ โดยที่ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ได้แต่มองหน้ากันแบบเงียบๆ เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง.. เพื่อนผมเลยพูดขึ้นมาว่า ‘เมื่อกี้เรื่องจริงใช่ไหมวะ?’ ทุกคนได้แต่พยักหน้า ยอมรับความจริงที่เจอ หน้าตาสีหน้าแต่ละคนบอกได้เลย เหวอมาก! คงกลัวกันสุดขีด บางคนยังคงตัวสั่นอยู่เลย.. พวกเราใช้เวลานั่งทำใจอยู่ริมถนนเป็นชั่วโมง ก่อนจะหารือว่าจะเอายังไงกับรถ? สุดท้ายก็นั่งกันอยู่ตรงนั้นจนเช้า นั่งมองรถผ่านไปมาจนฟ้าสว่างคาตา แต่ภาพที่เจอมามันคาตายิ่งกว่า.. พวกเราตัดสินใจเดินกลับไปเอารถที่จอดทิ้งไว้ โดยที่ในใจก็แอบกลัวว่าจะเจออีก ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าได้เจออีกเลย เราเดินมาถึงประตูหน้าโรงพยาบาลร้างที่ปีนหนีกัน แต่ที่แปลกคือ ประตูมันกลับเปิดอ้าอยู่! ไม่ได้มีโซ่คล้องแต่อย่างใด ทำให้พวกเรางงกันมาก ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวอาคาร ก็ไม่เห็นอะไร ไล่มองหาหัวคนที่หล่นลงมา แต่ก็ไม่เจอ มันเป็นอะไรที่โล่งใจสุดๆ แล้วพวกเราก็ขึ้นรถกัน

พวกเราคุยกันต่อในรถว่า จะเอายังไงกับของที่ทิ้งเอาไว้? พี่กอล์ฟหัวโจกก็บอกแบบแมนๆ ว่า ‘ใครจะเข้าไปเอาก็ไปเอาเลยกูให้ กูไม่เอาแล้วคนนึง กูกลัว..’ ระหว่างที่กำลังถอยรถออก ตาผมก็ดันเหลือบไปเห็นภาพๆ หนึ่งที่ไม่ได้อยากจะเห็นเข้าจนได้ คือมีคนยืนอยู่ที่ริมหน้าต่างชั้นล่าง รูปร่างสูงโปร่ง เป็นผู้ใหญ่ แต่ที่สำคัญที่ผมเห็นแล้วอยากจะร้องไห้ก็คือ เขาไม่มีหัว!! เพื่อนผมที่เป็นคนขับรถสังเกตเห็นสีหน้าของผมผ่านกระจก มันเลยถามขึ้นมาว่า ‘ไอ้แอมป์ มึงเห็นอะไรวะ?’ ผมยังไม่ทันได้ตอบอะไร เพื่อนผมอีกคนมันก็พูดแทรกขึ้นมาว่า ‘เฮ้ย เมื่อกี้พวกมึงว่าหัวใครวะ?’ ผมตอบออกไปทันทีเลย ‘กูไม่รู้ว่ะ! แต่ที่รู้คือ..กูว่ากูเพิ่งเห็นตัวเจ้าของหัวว่ะ!’ สิ้นคำพูดของผม พวกเราก็นั่งรถกลับกันอย่างเงียบๆ ไปตลอดทาง จนแยกย้ายกันไป.. หลายวันต่อมา เราก็มาพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกันอีก ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ผม และเพื่อนๆ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ จะต้องพูดถึงมันอีกครั้งแล้วครั้งเล่าที่เจอหน้ากัน ไม่มีวันลืมเลยล่ะครับ!

Story by คุณแอมป์ ชุติพงษ์

ความคิดเห็น