เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณเลิฟครับ คุณเลิฟเล่าว่า.. เมื่อปี 2545 ที่น้ำท่วมใหญ่ ผมเรียนอยู่ปี 2 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแถวนครปฐม เลยออกมาจากตัวเมืองพอสมควร ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ผมก็กลับไปบ้านแม่ที่จังหวัดนครสวรรค์ แม่ผมได้ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ผมคันหนึ่ง เอาไว้ใช้ขี่ไปเรียน.. พอถึงตอนที่จะกลับไปมหาวิทายาลัย แม่ผมก็จ้างรถตู้ของอาข้างบ้านเพื่อขนรถมอเตอร์ไซค์ไปส่ง โดยมีอาคนขับรถ มีผม และมีญาติรุ่นพี่ผู้ชายของผมตามไปช่วยยกรถด้วย.. ขาไปก็ทุลักทุเล เพราะรถตู้ของอาดันเสียตอนเข้าเขตจังหวัดชัยนาท ต้องจอดซ่อมอยู่นาน แล้วถึงเดินทางต่อ วันนั้นมันเหมือนมีลางบอกเหตุครับ คือรถตู้ของอาจะเสียระหว่างทางตลอด ติดๆ ดับๆ เร่งไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่รถก็ไม่ได้เก่าอะไรเลย แต่อาก็บอกว่าไปได้ มาไกลแล้วไม่อยากย้อนกลับ พวกเราเลยมุ่งหน้าต่อ

จากจังหวัดชัยนาท เข้าจังหวัดสุพรรณบุรี ก็แวะกินข้าวเที่ยงกัน แล้วเดินทางต่อ การเดินทางสุดแสนทรมาน ต้องคอยหลบเส้นทางน้ำท่วม จอดถามทางชาวบ้านไปตลอด บางทีเข้าไปแล้วเจอน้ำท่วม ต้องเลี้ยวรถกลับมาตั้งต้นใหม่ เสียเวลามากๆ กว่าจะหลุดถนนอเวจีมาได้ ไปถึงมหาวิทยาลัยก็บ่ายแก่ๆ เกือบจะเย็นแล้ว อากับญาติช่วยผมเอามอเตอร์ไซค์ลงจากรถไปเก็บไว้ที่หอพัก แล้วนั่งพัก ดื่มน้ำ กินของว่างกันสักครู่ อาก็บอกว่าจะขอตัวไปแล้ว อาจะไปกรุงเทพฯ ต่อ กว่าจะไปถึงเดี๋ยวจะมืดเสียก่อน ผมได้ยินว่าอาจะไปกรุงเทพฯ ผมเลยขอติดรถอาไปด้วย จะไปนอนบ้านพี่สาว เพราะที่หอตอนนั้น ยังไม่ค่อยมีใครอยู่ ผมมาก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดเรียนนั่นเอง

พวกเรา 3 คนออกมาจากมหาวิทยาลัยด้วยรถตู้คันเดิม เลี้ยวขึ้นถนน 2 เลน ขับมาเรื่อยๆ มีรถสวนมาประปราย บรรยากาศเริ่มเย็นลง มองนาฬิกาเป็นเวลา 4 โมงครึ่งเห็นจะได้ มีอยู่ช่วงหนึ่ง ถนนโล่งมาก อาเลยเร่งความเร็วขึ้นเพื่อแข่งกับเวลา ข้างทางช่วงนั้นมีแต่ไร่อ้อย ต้นอ้อยขึ้นเต็มไปหมด ขณะที่อากำลังขับเพลินๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีรถกระบะสีน้ำเงินเก่าๆ วิ่งมาจากข้างทาง ตัดหน้ารถตู้ของพวกเราแบบเส้นยาแดงผ่าแปด อาบีบแตรลากยาวเสียงดังสนั่น พร้อมกระพริบไฟสูงใส่รัวๆ อาโกรธมากจนหลุดปากด่าไปหลายคำ พอตั้งสติได้ อาก็ค่อยๆ ผ่อนคันเร่งแล้วขับตามรถกระบะคันนั้นไป.. ผมกับ ญาติรุ่นพี่มองตามรถกระบะคันนั้น ก็พบว่ารถคันนั้นบรรทุกพวกตู้ โต๊ะ ของใช้ในบ้านต่างๆ เหมือนกำลังย้ายบ้าน แล้วด้านข้างรถพอสังเกตดีๆ จะเห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ ในลักษณะนั่งบนขอบกระบะ แล้วเอามือจับที่ขอบไว้ แบบที่คนตามชนบทชอบนั่งกัน ผมกับญาติก็คุยกันว่า ‘นั่งแบบนั้นอันตรายมาก เกิดรถตกหลุม หรือเบรคกระทันหัน มีสิทธิ์ตกรถได้เลย..’ ยังคุยกันไม่ทันขาดคำ ผมก็ได้ยินเสียงดัง ‘ตุบ!!’ เสียงหนักๆ แน่นๆ แล้วกระจกหน้ารถก็ค่อยๆ ร้าว และแตกเป็นเม็ดทั้งบาน อาตกใจมากรีบชลอรถเข้าข้างทาง และสำรวจดูรอบๆ รถว่ากระจกแตกเพราะอะไร? พอสำรวจเสร็จ อาก็สรุปได้ว่ากระจกแตกเพราะมีของบางอย่างหลุดออกมาจากรถกระบะที่ขนของคันนั้น เป็นชิ้นส่วนของตู้หรืออะไรสักอย่างนี่ล่ะ ผมจำไม่ได้ แต่ อาบอกว่ามาจากรถคันนั้นแน่ๆ ต้องให้มันรับผิดชอบ! แล้วอากับพวกผมก็รีบขับตามไปทันที ใช้เวลาแค่อึดใจ อาก็ขับตามรถกระบะคันนั้นทัน เห็นหลังรถกระบะไวไว อาก็บอกว่าเดี๋ยวจะเร่งเครื่องแซงไปบอกมัน

ในขณะที่อาเร่งเครื่องจะแซง ช่วงนั้นฟ้าเริ่มจะมืดแล้วมองไม่ค่อยชัด โชคดีมากที่ผมเห็นรถบรรทุกข้างหน้าสวนมาห่างพอสมควร ผมเลยบอก ‘อาๆ มีรถสวนมาครับ อย่างเพิ่งแซง..’ อาชะโงกหน้ามองแล้วบอกผม ‘เออ จริงด้วย.. เกือบแล้ว’ อาผ่อนคันเร่งลง แล้วรถกระบะคันนั้นก็เร่งนำหน้าเราไปอีก แล้วจังหวะที่รถกระบะคันนั้นเข้าใกล้รถบรรทุกที่สวนมา อยู่ดีๆ รถบรรทุกคันนั้นก็แฉลบเข้ามาเบียดรถกระบะเฉยเลย เบียดตรงคนที่นั่งกระบะท้ายพอดี ผมเห็นประกายไฟจากโลหะที่เบียดกันไฟแลบเลย แล้วรถกระบะคันนั้นก็ค่อยๆ ชลอเข้าข้างทาง ส่วนรถบรรทุกก็เร่งเครื่องหนีไปเลย..

รถอาผมตามไปทันพอดี อาจอดรถแล้วพวกเราก็ลงไปดูกัน ที่หลังกระบะเห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เนื้อตัวถลอกปอกเปิกไปหมด ที่สำคัญ แขนครับ มันโดนรถบรรทุกเบียดจนแขนเหมือนจะขาดออกมาจากลำตัว มองเห็นกระดูกขาวทิ่มทะลุออกมาจากข้อศอก กลิ่นเลือดเหม็นคลุ้งไปหมด สักพักคนขับรถกระบะก็เปิดประตูลงมาดูคนเจ็บ แล้วพูดอะไรกันสักอย่างผมฟังไม่ถนัด อาผมตอนนั้นแกคงโมโหมาก ก็เข้าไปต่อว่าคนขับกระบะว่า ‘ทำของหล่นมาใส่รถ จนกระจกแตกยังไม่รับผิดชอบ ขับหนีมา ดีแล้วที่โดนรถบรรทุกเฉี่ยวเอา!’ ผู้ชายคนนั้นไม่พูดอะไร ได้แต่ยืนฟังอาผมบ่นๆ ..แล้วเขาก็บอกว่าจะชดใช้ค่ากระจกให้ แต่ตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัว อีกอย่าง ลูกชายเขาก็เจ็บหนัก เขาขอขับรถไปที่หมู่บ้านที่เขาอยู่ ไปเอาเงินมาจ่ายให้ โดยให้พวกเราขับตามไป ไม่ไกล อยู่ข้างหน้านี่เอง.. คือตอนนั้นพวกเราไม่ได้คิดอะไรเลย ลืมแม้กระทั่งว่าจะเอาคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาล เพราะอะไรก็ไม่รู้.. อาขับตามรถกระบะคันนั้นไปเรื่อยๆ ไม่ถึง 10 นาที รถกระบะคันนั้นก็เลี้ยวซ้ายตามทางเข้าไป อาก็ขับตามไปเรื่อยๆ มันเป็นถนนลูกลัง เหมือนถนนเข้าหมู่บ้านตามชนบท ข้างทางมีแต่ทุ่งนา ไร่อ้อย ขับมาอีกอึดใจก็ถึงหมู่บ้านครับ.. รถกระบะคันนั้นจอด แล้วแกก็ตะโกนเรียกให้ใครไม่รู้มาช่วยแบกลูกชายของแกไป คือในตอนนั้นพวกผมไม่ได้สนใจอะไรแล้ว อาก็ใจร้อนอยากจะได้เงินค่ากระจก จะได้กลับๆ กันเสียที พอสักพักชายคนนั้นก็เดินมาพูดกับอาว่า ‘รอตรงนี้แป๊ปนึง เดี๋ยวเดินไปเอาเงินมาให้’ แล้วเขาก็เดินไปเลย.. พวกผมรอกันที่รถตู้อยู่ 10 นาทีได้ ก็ไม่เห็นวี่แววว่าชายคนนั้นจะกลับมา..

เวลาล่วงเลยจนพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า อากาศเย็นลงแปลกๆ จากที่เคยร้อนอบอ้าว อาบอก ‘ชักจะยังไงๆ แล้วเนี่ย..’ ยังพูดไม่ทันขาดคำ ผู้ชายคนนั้นก็เดินกลับมาแล้วบอกอาว่า ‘ไม่มีเงินแล้ว ลูกชายก็ตายแล้วเมื่อกี้ เลยออกมาช้า..’ พวกผมตกใจมาก คิดในใจว่าทำไมแกไม่พาลูกชายไปส่งโรงพยาบาลก่อน? คือตอนนั้นมันเครียด มันสับสนไปหมด หัวแทบจะระเบิด อาผมได้ยินแกเลยบอกว่า ‘งั้น ไม่เอาเงินแล้วก็ได้ เสียใจด้วยนะที่ลูกชายตาย..’ แล้วอาก็จะหันหลังเดินขึ้นรถ แต่ผู้ชายคนนั้นกลับจับมืออาไว้แล้วบอกว่า ‘ไม่ได้สิ ผมต้องใช้ ตามผมไปที่บ้านสิ จะเอาเงินจากเมียให้..’ ตอนนั้นผมชักเอะใจแล้วครับ เมื่อกี้บอกไม่มีเงิน แล้วตอนนี้บอกมีเงิน ยังไงกันแน่? สายตาผมมองไปรอบๆ เริ่มมีคนเดินออกมาจากในบ้านทีละคนสองคน ค่อยๆ เดินเข้ามาหาเรา เหมือนจะล้อมพวกเราเอาไว้ บางคนถือจอบ ถือเสียมมา ไม่แน่ใจว่าพวกเขาโกรธอะไรพวกเราหรือเปล่า ในตอนนั้น สมองมันคิดไปต่างๆ นานา.. เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างน่าอึดอัด ชาวบ้านก็เริ่มออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครพูดจากันเลย จนอาบอกพวกเราว่า ‘ขึ้นรถ..’ แล้วอาก็สบัดแขนจากผู้ชายคนนั้นจ้ำขึ้นรถทันที อาถอยรถออกมาอย่างไวชนิดว่าฝุ่นตลบ ถอยจากในหมู่บ้าน จนขึ้นมาถึงถนนใหญ่ ไม่มีเวลากลับรถ กลัวชาวบ้านพวกนั้นจะมารุมกินโต๊ะเรา เพราะกระจกหน้าก็ไม่มี พอถึงถนนได้ อาก็รีบบึ่งรถไปแจ้งความที่ป้อมตำรวจที่ใกล้ที่สุดในบริเวณนั้นทันที

อาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ตำรวจฟังโดยมีผมกับญาติคอยเสริม แรกๆ ตำรวจก็รับฟังดีอยู่หรอกครับ แต่พอตอนหลังๆ ตำรวจรีบยกมือพร้อมกับบอกว่า ‘พอๆ โดนอีกแล้วหรอเนี่ย?’ พวกผมก็งงสิครับ เลยถามกลับไปว่า ‘โดนอะไรครับ? พวกคนในหมู่บ้านนั้นเป็นมิจฉาชีพใช่ไหม? หลอกให้คนเข้าไปแล้วชิงทรัพย์..’ ตำรวจบอกว่า ‘ไม่ใช่.. ไม่มีหมู่บ้านอะไรทั้งนั้นแหละ ตรงบริเวณนั้นมีแต่ไร่แต่นา ไม่มีชุมชนอะไรทั้งนั้น ที่พวกคุณเจอน่ะ โดนผีหลอกแล้ว!’ แล้วตำรวจก็เล่าให้ฟังว่า ‘เมื่อหลายปีก่อน มีอุบัติเหตุรถบรรทุกหลับใน กินเลนมาเฉี่ยวชนกับรถกระบะที่กำลังย้ายบ้าน ลูกชายเจ้าของรถนั่งข้างหลังกระบะแขนฉีกขาดตายคาที่ ส่วนคนขับกระบะสาหัสไปตายที่โรงพยาบาล เคยมีคนเจอแบบพวกคุณเหมือนกัน มาแจ้งความแบบนี้แหละ คนที่อยู่แถวนี้เขารู้ดี แรกๆ นี่เจอกันประจำ แต่แตกต่างกันบ้างบางรายละเอียด..’

พวกเราฟังตำรวจเล่าถึงกับเหวอรับประทานกันเลยทีเดียว นี่พวกเราโดนผีหลอกกันตั้งแต่พระอาทิตย์ยังทันไม่ตกดินเลยหรอ!? สรุปวันนั้นพวกเราไม่เข้ากรุงเทพฯ แล้ว แต่ย้อนกลับไปนอนโรงแรมในจังหวัดนครปฐมแทน เพราะอาขับต่อไม่ไหวแล้ว เรื่องที่เพิ่งเจอมาทำเอาอาสติแตกไปหมด.. เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับ ผม อา และญาติผม ยังไม่เคยลืมเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้เลย พูดถึงเมื่อไรก็มีเรื่องเล่าให้ลูกหลานฟังกันยาว..

Story by คุณเลิฟ

ความคิดเห็น