เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณวรรณพรครับ คุณวรรณพรเล่าว่า.. เป็นเรื่องเมื่อ 5 ปีมาแล้วค่ะ คือเรามีแฟนคนหนึ่ง มีลูกด้วยกันแล้ว แต่ทะเลาะกันจนแยกกันอยู่มาสักพักแล้ว วันหนึ่งเราได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน เพื่อนโทรมาบอกเราว่า แฟนเราตายแล้วนะ เราก็ถามกลับด้วยความตกใจว่า เขาเป็นอะไรตาย? เพื่อนบอกว่า รถคว่ำตายคาที่ เราทั้งงงทั้งตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เพราะก่อนวันที่เขาจะตาย เขาโทรมาขอโทษทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำกับเรา และกับลูก แต่เราไม่ยอมรับคำขอโทษจากเขา เนื่องจากตอนนั้นเราโกรธ และโมโหมาก ที่เขาจะมาเอาลูกไปอยู่บ้านเขาแต่เราไม่ยอม จนคุยกันไม่ได้ ทะเลาะกันรุนแรงมาก ไม่นึกเลยว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกัน และเป็นคำขอโทษครั้งสุดท้ายจากเขา

ที่งานสวดศพคืนแรก เราพาลูกไปฟังพระสวด พอไปถึงเราก็เข้าไปจุดธูป ซึ่งจริงๆ แล้วตามพิธี เราควรจะต้องอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน แต่เราอโหสิกรรมให้เขาไม่ได้ ใจเรายังโกรธแค้นเขาอยู่มาก จึงทำได้แค่ปักธูปไว้แล้วเดินออกมา พอพระสวดเสร็จเราจึงขอตัวพาลูกกลับก่อน.. พอกลับถึงบ้าน ขณะที่จอดรถเสร็จกำลังจะเข้าบ้าน จู่ๆ เราก็มีอาการเหมือนเป็นไข้ ตัวร้อนวูบวาบไปหมดทั้งตัว เดี๋ยวก็หนาวจนสั่น เลยเข้าบ้านไปหายาพารากิน คิดว่าเดี๋ยวคงจะดีขึ้น แต่กินยาก็แล้ว เช็ดตัวก็แล้ว ก็ยังไม่หาย ไม่ดีขึ้นเลย ตัวเราเองก็แปลกใจว่าจู่ๆ ทำไมถึงเป็นไข้ขึ้นมาได้ พอเริ่มแย่จนรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว ก็เลยเรียกแม่มา แม่เราก็ถามอาการ เราก็เล่าให้แม่ฟัง แล้วอยู่ๆ แม่ก็ลุกเดินไปเอาน้ำมนต์มาให้เราดื่ม พร้อมกับเช็ดตัวให้.. ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ไข้เราลดลงจนหายไปในทันที แล้วแม่ก็เดินไปที่ประตู ตะโกนขึ้นว่า ‘ไปซะ! กลับไป! อย่ามารบกวนเขา ต่างคนต่างอยู่..’ แล้วแม่ก็ปิดผ้าม่านประตูหน้าต่างทุกบาน เราด้วยความงงเลยถามแม่ว่า ‘แม่คุยกับใครอะ เกิดอะไรขึ้น?’ แม่บอกว่า ‘เขาตามลูกมาไม่รู้ตัวเหรอ ยืนอยู่ที่ประตูเมื่อกี้ ใส่เสื้อสีเทากางเกงยีนส์ขายาว’ ..เรานี่ช็อคสิคะ! เพราะเขาใส่ชุดนี้ตอนรดน้ำศพ ทั้งๆ ที่แม่เราก็ไม่ได้ไปงานศพด้วย..

ตลอดช่วงงานศพ เรานอนไม่ได้เลย เพราะพอตกกลางคืนเราก็จะเป็นไข้ตลอด พอหลับตาก็จะเห็นแต่หน้าเขา ได้ยินเสียงเขาเรียกบ้าง เสียงเขาร้องไห้บ้าง.. จนถึงวันเผาศพ เรากับแม่ก็พาลูกไปงานศพเขา ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี จนกระทั่งสัปเหร่อจะจุดไฟ จู่ๆ ลูกเราก็ร้องไห้ขึ้นมาเสียงดังมาก พร้อมกับบอกว่า ‘อย่าเอาไฟไปใกล้ เดี๋ยวพ่อร้อน พ่อหนูร้องไห้แล้ว..’ นาทีนั้นเราสงสารลูกมาก เลยพาลูกกลับบ้านก่อน เพราะไม่อยากให้ลูกเห็นภาพนั้น.. พอถึงบ้านลูกเราก็ยังไม่หยุดร้อง ลูกบอกว่าเห็นพ่อยืนร้องไห้ พ่อน่าสงสาร.. ทันทีที่ได้ยิน น้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุดเพราะสงสารลูกจับใจ ได้แต่กอด และปลอบลูกที่ร้องไห้ไม่หยุด จนหลับไปในที่สุด เราก็พาลูกเข้าไปนอนในห้อง และเราก็เผลอหลับไปด้วย เพราะความที่เหนื่อยไม่ค่อยได้นอนมา 2-3 คืนติดกัน.. แต่หลับไปได้ไม่นานเราก็ต้องตื่น เพราะถูกรบกวนด้วยกลิ่นเหม็นไหม้เหมือนปิ้งย่างอะไรสักอย่าง ปะปนมากับกลิ่นธูป กลิ่นน้ำอบซึ่งฉุนมากๆ ทันทีที่ลืมตาขึ้นมามองออกไปทางหน้าต่าง บวกกับบรรยากาศข้างนอกที่กำลังมืดสลัวๆ เราเห็นเงาคนยืนอยู่ข้างนอก มองไม่เห็นหน้าตา มันดำๆ เหมือนภาพย้อนแสง แต่รู้ได้ทันทีว่าเป็นเขานั่นเอง ที่กำลังจ้องมองเรากับลูกอยู่ ตอนนั้นยอมรับว่ากลัวมากๆ ใจสั่นจนแทบจะหยุดเต้น.. โชคดีที่แม่เปิดประตูเข้ามาพอดี มาปลุกให้ตื่นไปอาบน้ำได้แล้ว อย่านอนตอนเย็นมันไม่ดี ..พอได้ยินเสียงแม่เขาก็หายไป เท่านั้นแหละ เราคลานเข้าไปกอดแม่เลย กลัวมากจนร้องไห้เลยค่ะ แม่เราเลยเอาสายสิญจน์มาผูกแขนเรียกขวัญให้ทั้งเราและก็ลูกด้วย

เช้ามาแม่ก็พาเราไปทำบุญที่วัด เข้าไปหาหลวงพ่อขอให้ท่านรดน้ำมนต์ให้ พอเข้าไปยังไม่ทันพูดอะไรเลย หลวงพ่อท่านก็พูดกับเราว่า ‘ทำไมโยมไม่อโหสิกรรมให้เขา ถ้าโยมยังอโหสิกรรมให้เขาไม่ได้ เขาก็จะตามโยมอยู่แบบนี้แหละ ตัดกรรมต่อกันซะ แล้วทำพิธีหย่าแบบโบราณ จะได้ต่างคนต่างอยู่..’ เราก็อึ้งที่หลวงพ่อรู้ว่าเราไม่ยอมอโหสิกรรมให้เขา เพราะไม่มีใครรู้เลยนอกจากตัวเราเอง หลังจากหลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ ท่านก็ให้เตรียมของมาทำพิธีหย่าระหว่างคนเป็นกับคนตาย อันนี้มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ แต่เราไม่เชื่อจึงไม่ได้ไปทำพิธีตามที่หลวงพ่อบอก.. แต่หลังจากวันนั้น เราก็เจอเขาบ่อยมากจนไม่เป็นอันจะทำการทำงาน แม้กระทั่งเพื่อนๆ เรา คนใกล้ตัวเราเจอหมด บางคนแค่ยืนใกล้เรายังไม่ได้เลย ขนลุกวาบไปหมดทั้งตัว.. บางคนก็ได้ยินเป็นเสียงบ้าง.. จนหลายๆ คนกลัว ไม่กล้าจะเข้าใกล้เราเลย..

มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนเราชื่อวิวมาขอค้างที่บ้านด้วย เพราะมางานเลี้ยงดึกใกล้บ้านเรา เราก็เลยให้มานอนในห้องด้วย คืนนั้นก็ต่างคนต่างนอนหลับ แล้วเราก็ต้องตกใจตื่น เพราะวิวร้องกรี๊ดเสียงดังลั่นบ้าน เรารีบลุกไปเปิดไฟมองหาวิว กลับเห็นวิวลงไปนั่งอยู่ที่พื้นข้างๆ เตียง.. เราก็รีบเข้าไปถามว่า ‘แกเป็นอะไร? ใจเย็นๆ’ วิวก็ไม่ตอบ ได้แต่เอามือปิดหน้าแล้วร้องไห้อย่างเดียว ทั้งแม่เราทั้งลูกเราเข้ามาดู และพากันปลอบวิวอยู่นาน จนเกือบเช้า พอวิวหายกลัว วิวก็เล่าให้ฟังว่า.. ‘ตอนนอนหลับอยู่ได้กลิ่นเหม็นเน่าแรงมากๆ เลยยื่นมือไปเรียกแก จะถามว่าได้กลิ่นอะไรไหม? แต่มือกลับไปจับถูกบางอย่างที่เย็นๆ เลยหันไปดู กลับเห็นเงาคนนอนคั่นกลางอยู่ระหว่างแกกับเรา! และเงานั้นก็กอดแกอยู่! เลยตกใจร้องลั่นบ้าน..’ พอฟังจบใจนึงเราก็กลัว ใจนึงเราก็โมโห แต่อารมณ์โมโหมันมีมากกว่า เพราะตัวเองโดนหลอกยังไม่พอ ยังจะหลอกคนอื่นอีก เราเลยเดินไปเอาธูปมาจุดหนึ่งดอก แล้วเดินออกไปข้างนอกบ้าน ไปนั่งตรงต้นไม้ข้างบ้านแล้วพูดคนเดียวว่า ‘ถ้าไม่ต่างคนต่างอยู่ จะมาตามหลอกหลอนอยู่แบบนี้ บุญก็ไม่ต้องเอา ไม่เชื่อก็ลองดู..’ พูดเสร็จเราก็ปักธูปที่โคนต้นไม้แล้วเดินเข้าบ้าน..

เช้าวันรุ่งขึ้นแม่เราทนไม่ไหวละ ไปเตรียมซื้อของไปทำพิธีตามที่หลวงพ่อเคยบอก แล้วบังคับพาเราไปหาหลวงพ่อ.. พอทำพิธีเสร็จ หลวงพ่อก็บอกว่า ‘ที่เขาตามเพราะเขามาขออโหสิกรรม ถ้าไม่อโหสิกรรมให้ วิณญาณเขาก็ไปไหนไม่ได้ บวกกับห่วงลูกห่วงเมีย ยิ่งไม่ยอมไปไหน วนเวียนอยู่กับจิตสำนึกสุดท้ายก่อนตาย..’ เราก็เถียงว่า ‘แล้วทำไมตอนเป็นคนไม่สำนึก ไม่ดูแลลูกเมีย จะมาดูแลมาสำนึกอะไรตอนตายไปแล้ว?’ หลวงพ่อจึงบอกว่า ‘ตอนเป็นคนกิเลสสิ่งยั่วยุมันเยอะ ไม่สำนึกหรอก แต่พอตายไปแล้ว วิญญาณจะย้อนคิด รู้จักผิดชอบชั่วดีทุกอย่างเอง แต่มันก็สายไปเสียแล้ว อีกอย่างที่เขามีฤทธิ์มาก เพราะเขามาตายตอนวันพระใหญ่วันอังคาร ซึ่งเป็นวันแข็งมาก และเขาก็ยังมาตายก่อนถึงฆาต เขาเลยยังวนเวียนอยู่กับคนที่เขารักเขาห่วงที่สุด นั่นก็คือโยมกับลูก..’

เมื่อได้ยินว่าเขาตายก่อนถึงฆาตแบบนั้น เราก็คิดได้ทันทีว่า ที่เขาตายอาจจะไม่ใช่อุบัติเหตุ.. และเราก็เกิดสงสารวิญญานเขา จึงทำบุญให้เขาบ่อยขึ้นหลังจากนั้น และตั้งจิตอโหสิกรรมให้แก่เขา.. จากนั้นมาเราก็ไม่เจอเขาอีกเลย มีเพียงฝันเห็นบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น แต่เรายังรู้สึกว่าเขาวนเวียนอยู่กับเรากับลูก เพียงแค่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นเท่านั้นเอง..

Story by คุณวรรณพร

COMMENTS